ONE-UGG จากจุดสูงสุดถล่ม -20% หุ้นเทคในกองทุนยังไหวไหม ?

May be an image of text

ONE-UGG เป็นกองทุนยอดฮิตที่นักลงทุนไทยเกือบทุกคนต้องมีติดพอร์ทไว้ ซึ่งก็เป็นคลาสสิคเคสของกองทุนที่ผลตอบแทนสูงมากก็จะแบกความคาดหวังของนักลงทุนที่เยอะมากตามมาด้วย

ปัจจัยลบที่กระทบกองทุน ONE-UGG มากที่สุดเป็นเรื่องความเข้มงวดการควบคุมบริษัทเทคจากรัฐบาลจีน ซึ่งตัวดังๆอย่าง Alibaba, Tencent, Meituan, Pinduoduo ต่างโดนกันพร้อมหน้า !

มาไล่ดูกันหน่อยว่าหุ้นตัวใหญ่ในพอร์ทสถานการณ์เป็นยังไง (สัดส่วนเป็นค่าประมาณ ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564)

  1. Tesla (ถือ 6%)

บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นมีข่าวขึ้นพาดหัวเกือบทุกวัน เรียกได้ว่าเป็นการโฆษณาให้แบรนด์ไปฟรีๆ

ราคาหุ้นขึ้นมาถึง 700% เมื่อปีที่แล้ว และสิ่งที่ตามมาด้วยคือความคาดหวังมหาศาลของนักลงทุนที่ไล่ซื้อหุ้น Tesla ราวกับการแข่งขันอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าได้ Tesla เป็นผู้ชนะแล้ว ?!

แต่ความเป็นจริงคือการแข่งขันยังเปิดกว้างสุดๆ แบรนด์รถยนต์ดั้งเดิมเกือบทั้งหมดประกาศเข้าแข่งขันด้วย

ในสหรัฐ Ford Mustang Mach-E เริ่มรุกคืบกินส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้า หรือ Volkswagen, BMW, Mercedes Benz ที่จะลุยเต็มที่

หรือจะข้ามฝากไปที่แบรนด์จีนอย่าง Nio, Xpeng, Great Wall Motors ที่มีเงินจากรัฐบาลอุดหนุน ขอส่งออกรถยนต์ไฟฟ้ามาท้าชนโลกตะวันตกด้วย

ส่วนเรื่องระบบรถยนต์ไร้คนขับของ Tesla ที่จะทำให้บริษัทเป็นผู้ชนะในอุตสาหกรรมรถยนต์นั้นต้องบอกว่าค่ายอื่นก็ร่วมมือกับบริษัท Hardware เก่งๆ (Nvidia, Mobileye, Ambarella) พร้อมสู้เหมือนกัน

การแข่งขันที่ Tesla ดูเหมือนจะได้เปรียบอยู่เจ้าเดียว เริ่มไม่ง่ายอีกต่อไป โดยเฉพาะการแบกความคาดหวังที่เยอะมากจากนักลงทุน ที่ทำให้ Valuation ตอนนี้เหมือนจะบวมเกินไป

  1. Tencent (ถือ 5.8%)

งบประกาศมาดีทีเดียวรายได้รวมโต 26% YoY โดยเฉพาะธุรกิจเกมส์ที่ยังมีรายได้เพิ่มขึ้น 29% YoY ลดความกังวลว่าหลังเปิดเศรษฐกิจแล้วรายได้ส่วนนี้จะมีปัญหา

บริษัทยังคงเน้นตลาดเกมส์ในมือถือที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่า Console หรือ PC เห็นได้จากรายได้เกมส์มือถือโต 41% YoY แต่ตลาด PC หดตัว ซึ่งแผนถัดไปจะนำระบบ cloud gaming มาช่วยให้มือถือราคาถูกสามารถเล่นเกมส์กราฟฟิคสวยๆได้เสถียรมากขึ้น

ธุรกิจ FinTech ที่เครือ WeChat Pay ให้บริการทุกอย่างเหมือน Alipay ก็น้อมรับคำสั่งรัฐบาลเน้น “การคุมความเสี่ยงไม่เน้นปล่อยกู้แหลก” (แบบที่ Ant Group ทำก่อนหน้านี้)

แต่สุดท้ายก็เหมือนหนีรัฐบาลจีนไม่พ้น คาดจะถูกปรับ 1 หมื่นล้านหยวนด้วยข้อหาผูกขาด (ยังน้อยกว่า Alibaba เยอะ)

  1. Meituan Dianping (ถือ 5.6%)

Meituan Dianping แอปพลิเคชั่นสั่งอาหารและรีวิว Lifesyle ของจีน ไม่ว่าจะเป็นสินค้า บริการและสถานที่ รวมถึงดีลดีๆ จากทั่วทุกมุมโลกมาไว้สำหรับคนจีนโดยเฉพาะ

รายได้รวมไตรมาส 4 ปีที่แล้วเติบโต 34.7% YoY แต่กลายเป็นว่าการเร่งลงทุนเพื่อแข่งในธุรกิจใหม่ทำให้บริษัทกลับมาขาดทุนอีกแล้ว

Meituan Select (การให้ user รวมกลุ่มซื้อของทีละเยอะๆ จากผู้ผลิตโดยตรง ตัดพ่อค้าคนกลางออก) คือส่วนธุรกิจใหม่ที่บริษัทเทเงินเข้าไปเยอะมาก โดยธุรกิจพึ่งเริ่มต้นแค่เพียงปีที่แล้ว แต่ด้วยการอัดงบทำให้ Meituan ขยายบริการครอบคลุม 90% ในจีนแล้ว และผู้บริหารยังประกาศจะลุยต่อซึ่งมีแนวโน้มว่าบริษัทจะต้องขาดทุนอีกหลายไตรมาสต่อจากนี้

หุ้นตัวนี้ต้องมองเป็น Long-term มากๆ เพราะดูแล้วผู้บริหารจะเร่งขยายธุรกิจส่วนกำไรเป็นเรื่องของอนาคต

  1. Pinduoduo (ถือ 5.5%)

แพลตฟอร์ม Team Purchase สัญชาติจีนที่จะให้ผู้บริโภคจับกลุ่มกันให้ได้คำสั่งซื้อทีละเยอะๆ เพื่อมากดราคาซื้อสินค้าให้ต่ำลง

ยอดการซื้อสินค้าและบริการทั้งหมดผ่านระบบ (Gross Merchandise Value) ในปีที่แล้วสูงถึง 1.6 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้น 66% YoY ช่วยให้รายได้รวมของ Pinduoduo เติบโต 146% ได้ประโยชน์จากกระแสซื้อของออนไลน์ท่ามกลางวิกฤตโควิด

แต่ Pinduoduo ก็หนีไม่พ้นปัญหาที่บริษัทเทคตัวใหญ่จีนต้องเจอคือ รัฐบาลกำลังเข้มงวดมากขึ้นต่อการผูกขาด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการบังคับให้ร้านค้าต้องเซ็นสัญญาขายได้เฉพาะบนแพลตฟอร์มเดียวเท่านั้น (ห้ามย้ายไปหาคู่แข่ง)

  1. Amazon (ถือ 5.1%)

หุ้นชื่อดังของโลกตะวันตกที่คนไทยมักไม่ค่อยคุ้น โดย Amazon นั้นครองธุรกิจที่น่าสนใจที่สุดในยุคสมัยนี้ถึง 4 ธุรกิจด้วยกัน คือ E-Commerce สั่งซื้อของแสนถูก ขนส่งว่องไว, AWS Platform ให้บริการ cloud services, Video On Demand, Digital Advertising

รายได้ไตรมาส 4 ปีที่แล้วโต 44% YoY เกาะกระแส E-Commerce และ cloud services บูม

และเนื่องจากต้นทุนส่วนใหญ่ของ Amazon เป็น Fixed cost ทำให้รายได้ที่เพิ่มขึ้นเป็นฝายน้ำล้นไหลลงกำไรเยอะมาก พากำไรโตถึง 121% YoY ซึ่งส่วนธุรกิจ cloud services ยังเป็นส่วนที่ทำกำไรมากที่สุดอยู่

ข่าวที่ทำให้นักลงทุนกังวลใจอยู่บ้างคงจะเป็นเรื่อง Jeff Bezos ขอถอยจากตำแหน่ง CEO แต่ BottomLiner เชื่อว่าบริษัทนี้ยังซ่อนการเติบโตไว้ข้างในอีกหลายอย่าง เช่น Amazon Prime Video, Digital ads หรือการพลิกมาเล่นธุรกิจเปิดร้านค้า offline แทนก็ยังได้ !

  1. Alibaba (ถือ 4.9%)

เรียกได้ว่าเป็นช่วงวิบากกรรมบริษัทโดยแท้จริง จุดเริ่มต้นที่ทุกคนรู้กันดีคือ Jack Ma ไปพูดเหน็บกฎระเบียบการเงินอันล้าหลังของประเทศจีน ขัดขวางการเติบโตธุรกิจใหม่ของ Ant Group ซึ่งนั่นก็ตามมาด้วยการทุบเครือ Alibaba ต่อเนื่อง ไล่ตั้งแต่ ไม่ให้ Ant Group เข้า IPO, Jack Ma หายหน้าไปจากทุกสื่อ, ธุรกิจ UC browser ถูกสั่งปิด, สำนักข่าว South China Morning Post กำลังถูกบังคับขายกิจการ

แม้ธุรกิจหลักของ Alibaba อย่าง e-commerce, cloud computing พื้นฐานยังแข็งแกร่ง แต่มันก็ไม่พอจะดึงหุ้น Alibaba ขึ้นมาได้

ประเด็นที่พอจะเป็นข่าวดีได้หน่อยก็คือผู้บริหารอนุมัติเงินซื้อหุ้นคืนรวมทั้งหมด 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ คงช่วงพยุงให้ราคาไม่ไหลลงมากจากนี้ และล่าสุดผู้บริหาร Ant Group ออกมาตอบโต้ข่าวลือว่า Jack Ma กำลังถูกบังคับให้ขายหุ้นทิ้งว่าไม่จริงเลย (ก่อนหน้านี้เงียบมาก) จึงอาจมองได้ว่าจุดแย่ที่สุดของเครือ Alibaba ผ่านไปแล้ว !

สถานการณ์หุ้น Alibaba ช่วงที่ผ่านมาเป็นอีกหนึ่งคลาสสิคเคส เมื่อนักลงทุนพุ่งเข้าซื้อหุ้นตัวใหญ่ที่ราคาตกลงมาเยอะ โดยไม่มองปัจจัยให้ครบทุกด้านก็อาจทำให้เงินเราไปจมอยู่ที่หุ้นตัวนั้นนานจนเสียโอกาสดีอื่นไป (ตัวอย่างเช่นตอนนี้หุ้นเทคสหรัฐวิ่งทำ All-time high กันเกือบทุกตัว)

ในช่วงเวลาแบบนี้ทุกคนต่างมีหุ้นหรือกองทุนเด็ดแนะนำเราเต็มไปหมด เป็นช่วงที่เราควรหาข้อมูลเพิ่มเติมให้ครบรอบด้าน (เคส ARK ยังคงชัดเจน)

จะมาจอยกับ BottomLiner ในกลุ่มปิดเพื่อรับ Exclusive content กองทุนหุ้นต่างประเทศตัวที่น่าสนใจไว้อีกเพียบ ตัวอย่างนอกจากโพส ONE-UGG แบบนี้ก็ยังมี TMBCOF, ASP-EVOCHINA, TMB-ES-GINNO, LHINNO, PWIN, B-INNOTECH และกองดังๆ จะตามมาอีกเพียบ !!

ค่าสมัครสมาชิกแค่เพียง 169 บาทเท่านั้น กดเลยยยย (https://forms.gle/Fp8REcdAoywqvD5b8)

BottomLiner

Leave a Reply

Up ↑

%d bloggers like this: