รู้จักหลักการลงทุน “กระจายความเสี่ยง เพิ่มผลตอบแทน เติบโตอย่างยั่งยืน” จาก StashAway – Digital Wealth Manager

รู้จักหลักการลงทุน “กระจายความเสี่ยง เพิ่มผลตอบแทน เติบโตอย่างยั่งยืน” จาก #StashAway – Digital Wealth Manager ที่จะช่วยจัดพอร์ตด้วย #ETF ให้นักลงทุนบรรลุเป้าหมายทางการเงิน


เชื่อไหมว่าเกิน 90% ของคนไทย ตอบคำถามนี้ไม่ได้ “คุณจะมีเงินใช้กี่บาท ณ วันที่เกษียณ? มั่นใจหรือเปล่า?”
หากคุณตอบไม่ได้ หรือตอบได้แต่ช่วงของคุณกว้างมาก เช่น 10 ถึง 50 ล้านบาท ก็คือไม่มั่นใจ เหตุผลไม่ใช่เพราะคุณลงทุนไม่ดี แต่เป็นเพราะยังไม่รู้จักวิธีการวางแผนการเงินที่ดี และการลงทุนของคุณ คาดการณ์ผลลัพธ์ไม่ได้


ที่ต่างประเทศนั้น นิยมลงทุนแบบที่คาดการณ์ได้ว่าจะได้ผลตอบแทนประมาณเท่าไหร่ในระยะยาว จะใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะบรรลุเป้าหมาย เหมาะมากกับคนที่ไม่มีเวลา หรือไม่อยากเฝ้าจอนัก หรือไม่อยากศึกษาหุ้นเยอะๆ


ฟังแล้วอาจจะรู้สึกว่ามันดีเกินจริงหรือเปล่า??

คำตอบคือเป็นไปได้ เพียงคุณทำตามนี้ครับ

1.รู้จักการจัดพอร์ต ลงทุนในหลากสินทรัพย์ เช่น หุ้น หุ้นกู้ ทอง น้ำมัน กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ โดยใช้สถิติและคณิตศาสตร์เข้ามาช่วย

2.ไม่ใส่ไข่ในตะกร้าใบเดียว รู้จักแบ่งหลายสินทรัพย์ลงทุน

3.รู้จักใช้เครื่องมือทางการเงินให้เป็นประโยชน์ เช่นซื้อ ETF แทนซื้อหุ้นเป็นสิบๆ ตัว ง่ายต่อการกระจายความเสี่ยงและการจัดการมากกว่าและจะเป็นเทคนิคที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายการออมเพื่อการเกษียณ หรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ได้แบบยั่งยืนด้วย


เมื่อคุณทำข้อ 1-3 ได้แล้วก็จะพบความอัศจรรย์ทางคณิตศาสตร์ โดยอัตโนมัติ 2 เรื่องด้วยกันคือ

1.อัศจรรย์เสี่ยงน้อย ได้มากจากประสบการณ์ในการลงทุนนะครับ หากคุณเปลี่ยนจากที่เดิมลงทุนหุ้นไทย 100% หันมาลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายมากขึ้น เช่น ทองคำ หุ้นกู้ (ตราสารหนี้) น้ำมัน ยกตัวอย่างเช่น หากเราลงทุนหุ้น 70-80% ตราสารหนี้ 20-30% ก็ลดความเสี่ยงลงของพอร์ตลงได้เกือบครึ่งแล้วแต่ผลตอบแทนระยะยาวลดลงเพียง 2-3% ต่อปีเท่านั้น


เพราะในบางครั้ง หุ้นลง หุ้นกู้ขึ้น (เพราะเวลาหุ้นตกแรง ตราสารหนี้มักจะขึ้นสวน เนื่องจากเงินไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย) มันก็จะ offset กันเองไปได้ แต่ในระยะยาวมันก็ขึ้นเหมือนกัน เท่านี้บางช่วงของชีวิต ที่จากเดิมคุณจะขาดทุน -20% ก็จะเหลือประมาณ -10% แทน ส่วนเวลากำไร จาก +12% ก็เหลือ +10% ซึ่งใครๆ ก็ไม่อยากขาดทุน เพราะหากขาดทุน 20% จะต้อง ทำกำไร 25% เพื่อให้ได้เงินที่เสียไปคืนแต่หากขาดทุนมากๆถึง 50% จะต้องทำกำไรถึง 100% กันเลยทีเดียว เพื่อให้ได้เงินที่เสียไปคืนแม้แต่นักลงทุนชื่อดังอย่างวอร์เรน บัฟเฟต ยังเน้นย้ำบ่อยๆว่า กฎเหล็กในการลงทุนก็คือ อย่าขาดทุน !!ยิ่งเวลาขาดทุน หากคุณมีความจำเป็นบางอย่างต้องขาย ไม่สามารถรอให้คืนทุนก่อนได้ คงจะเสียดายส่วนต่างแย่


2. อัศจรรย์ดอกเบี้ยทบต้นยิ่งลงทุนนาน ยิ่งได้เงินเยอะ เชื่อหรือไม่ หากเราทำกำไรได้เพียง 10% ต่อปี ถ้าเอาผลตอบแทน 10% ต่อปี มาคูณ 10 ปี จะได้ 100% แต่ในการลงทุนระยะยาว 10 ปี ด้วยอัตราผลตอบแทน 10% ต่อปี ผ่านไป 1 ปี จากเงินต้น 100 บาท จะกลายเป็น 110 บาท และผ่านไป 2 ปี จะกลายเป็น 121 บาท จะเห็นว่ามันไม่ได้เพิ่ม 10 แต่เพิ่ม 11 บาทในปีที่ 2 เพราะเงินต้นเราสูงขึ้น หากทำแบบนี้ไป 10 ปีเราจะได้ผลตอบแทนสูงถึง 160% ไม่ใช่แค่ 100% เพราะอีก 60% มาจากความอัศจรรย์ของดอกเบี้ยทบต้นนั่นเอง
การจัดพอร์ตโดยอาศัยหลักการนี้เอง ที่กระจายการลงทุนในหลายๆสินทรัพย์ ทำให้ความผันผวนของพอร์ตลดลงอย่างมาก แต่ผลตอบแทนยังดูดีอยู่ เราเรียกว่า Asset Allocation ซึ่งศาสตร์นี้ถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 50 ปีแล้ว


ในปัจจุบัน เรานิยมเอา Asset Allocation ที่มีกำหนดแบบแผน และเห็นผลชัดเจน มาใช้ควบคู่กับการ DCA เติมเงินเข้าไปในพอร์ตเรื่อยๆ เพราะผลตอบแทนคาดหวังระยะยาวมักจะเป็นบวก ในขาลงนั้นหาก DCA หรือเติมเงินเพิ่มเข้าไป ก็จะกลับมากำไรได้เร็วขึ้น ด้วยต้นทุนที่ลดลง


จนมีเทคนิคมากมาย ที่โด่งดังเห็นจะเป็นการนำข้อมูลในอดีต มาประมวลผลคำนวนทางสถิติ ผสมกันออกมาเป็นพอร์ตที่ได้ผลตอบแทนสูงที่สุด ในระดับความเสี่ยงเดียวกัน เรียกว่า Modern Portfolio Theory (MPT) จนถึงทำให้ผู้คนคิดค้นได้รับรางวัลโนเบล กันเลยทีเดียว


แต่จะมีข้อเสียอย่างคือ … จัดพอร์ตเสร็จก็ถือแช่แป้ง ไปซะอย่างนั้นละแต่ใครๆ ก็รู้ว่าจริงๆ แล้ว ตลาดทุนขึ้นลงไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจ (Economic Cycle) มีช่วง ฟื้นตัว เติบโต และถดถอย ทำไมเราต้องถือทนข้ามจังหวะเศรษฐกิจถดถอย ที่ทำให้เราขาดทุน??
ยิ่งไปกว่านั้น ในแต่ละ Cycle ไม่ใช่แค่สินทรัพย์แต่ละประเภทจะให้ผลตอบแทนที่ต่างกัน แต่สินทรัพย์ประเภทเดียวกัน ก็ยังให้ผลตอบแทนที่ไม่เท่ากัน เช่น ในวัฏจักรเติบโต เงินเฟ้อเร่งขึ้น สินค้าโภคภัณฑ์แพงขึ้น หุ้นวัฏจักรก็จะให้ผลตอบแทนดีกว่า ในขณะเดียวกัน เมื่อผู้คนรวยขึ้น ก็ใช้จ่ายมากขึ้น เราก็จะเห็นหุ้นสินค้าฟุ่มเฟื่อย(Consumer Discretionary) จะให้ผลตอบแทนได้ดีกว่าหุ้นสินค้าจำเป็น (Consumer Staples) (แต่ก็เป็นเพียงทางทฤษฎี)


แต่ในชีวิตจริง มันไม่ได้ง่ายอย่างนั้นจะรู้ได้ยังไงว่าต้องปรับเมื่อไหร่? หรือจังหวะไหน พลาดก็พลาดไปเถอะ ขอแทงกั๊ก จุดนี้เองที่ StashAway เข้ามาตอบโจทย์นักลงทุน ที่นอกจากจะจัด Asset Allocation แล้วยังคอยปรับพอร์ตให้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนและรักษาระดับความเสี่ยงที่กำหนดในทุกภาวะเศรษฐกิจอีกด้วย


StashAway เป็น Digital Wealth Manager ดูแลพอร์ตนักลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมายทางการเงินที่จะคอยปรับพอร์ตให้เหมาะสมตามการเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจ


โดยใช้กลยุทธ์ ที่พัฒนาขึ้นเองชื่อ ERAA™ (Economic Regime-based Asset Allocation) ถูกคิดค้นโดยทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ลงทุนให้สถาบันการเงินระดับโลก มากว่า 50 ปี

กลยุทธ์นี้เป็นการประยุกต์การใช้งาน MPT เพื่อเพิ่มปัจจัยภายนอกต่างๆ เช่น วัฏจักรเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปเข้าสู่โมเดล เพื่อทำ Re-optimization ปรับพอร์ตให้เหมาะกับภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป เช่น ในกลางปี 2020 เมื่อหุ้นปรับฐานแรง และมีการเปลี่ยนแปลงทางมหภาคเช่นธนาคารกลางสหรัฐมีการอัดฉีดเงินจำนวนมากเข้าระบบ ระบบจึงมีการปรับเพิ่มหุ้นเทคจีน ถือทองมากขึ้น และลด exposure กับ เงินดอลลาร์ลงหรือในช่วงกรกฏาคมปี 2021 ที่ผ่านมา ระบบก็ตรวจจับสัญญาณเงินเฟ้อ (Inflation) และปรับพอร์ตเพื่อรับมือกับ Inflation ซึ่งนอกเหนือจากการลงทุนใน TIPs และทองคำเพื่อ hedge Inflation แล้ว เพิ่มการลงทุนในหุ้นกลุ่ม สินค้าโภคภัณฑ์ พลังงาน และ REITs เพื่อให้รับมือกับ Inflation ได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น


นอกเหนือไปจากการทำ Re-optimisation เพื่อปรับพอร์ตแล้ว ทาง StashAway ยังมีระบบ Rebalancing เพื่อรักษาสมดุลของพอร์ตให้ตรงตาม Target Allocation ได้ตลอดเวลา ด้วยการลงทุนที่มีหลักการและระบบเช่นนี้ของ StashAway จึงทำให้นักลงทุนสามารถเลือกพอร์ตที่ต้องการได้ แต่สิ่งที่พิเศษไปกว่าคู่แข่งอื่นๆ คือนักลงทุนสามารถกำหนดความเสี่ยงเป็นตัวเลขได้เลยครับ StashAway จะสร้างพอร์ตให้จากความเสี่ยงที่นักลงทุนเลือกตามค่า StashAway Risk Index (SRI) ที่มีให้เลือก 12 ระดับด้วยกัน และเรียกเป็น % ตั้งแต่ 6.5% – 36% เช่น SRI 14% หมายความว่า พอร์ตมีโอกาส เพียง 1% ที่จะติดลบเกิน 14% ใน 1 ปี ส่วน SRI 36% ก็หมายความว่าพอร์ตมีโอกาส 1% ที่จะขาดทุนเกิน 36% (ย้ำว่าเกิน 14% นะครับ อาจจะทะลุไป 20% ก็ได้) ทำให้การบริหารความเสี่ยงของเราทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

แล้วเราจะเลือกแผนไหนดี? อยู่ที่รับความเสี่ยงได้เท่าไหร่ ตัวอย่างเช่น หากนักลงทุนรับความเสี่ยงได้น้อย ก็ควรเลือก SRI ต่ำๆลงมา เช่น 8% เพราะเกฑณ์มาตรฐาน (benchmark) จะมี สัดส่วนหุ้น (MSCI World Equity Index) ที่น้อยเพียง 10% และตราสารหนี้ 90% (FTSE World Government Bond Index) รับความเสี่ยงได้มาก ก็เลือก SRI ตัวเลขสูงๆเช่น 30% 36% เพราะจะมีสัดส่วนที่มากถึง 90% และ 100% ตามลำดับ ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี ความเสี่ยงต่ำที่สุด อยู่ที่ 4.3% ส่วนความเสี่ยงสูงที่สุด ได้สูงถึ 16.5% (ก่อนหักค่าธรรมเนียม)โดยในปี 2020 ที่ผ่านมานี้ พอร์ตเสี่ยงตํ่าสุดทําผลตอบแทนได้ 3.4% เสี่ยงสูงสุดทําได้ 21.9% (ก่อนหักค่าธรรมเนียม) แต่ไม่ต้องกังวล เพราะ StashAway มีค่าธรรมเนียมที่ตํ่า จบครบในค่าธรรมเนียมเดียวที่ 0.2% – 0.8% ไม่มีค่าธรรมเนียมแฝงอื่นๆแล้ว(ยิ่งลงทุนมาก ค่าธรรมเนียมยิ่งต่ำลง)


เรียกได้ว่า ครบองค์ประกอบตอบโจทย์นักลงทุนได้ดีทีเดียวนักลงทุนเพียงเปิดบัญชี เลือกเป้าหมายทางการเงินและความเสี่ยงที่รับได้ ที่เหลือ StashAway จัดการความยุ่งยากทั้งหมดนี้ให้แบบอัตโนมัติ เราไม่ต้องทำอะไร (แต่ต้องโอนเงินนะ) นอกจากจะมีเวลาเหลือไปทำสิ่งที่สำคัญในชีวิตแล้ว ยังสบายใจได้อีกว่าเราจะมีเงินเพื่อใช้กับเรื่องที่อยากทำ ท่านที่สนใจ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/2Zdh6TI


#การลงทุนในแบบที่ควรจะเป็น#StashAwayTH#ลงทุนต่างประเทศ
*คำเตือนผลการดําเนินงานมาจากพอร์ตที่ใช้กลยุทธ์การลงทุน ERAA™ ในประเทศสิงค์โปร์; การเปรียบเทียบผลการดําเนินงานดังกล่าวมาจากผลตอบแทนก่อนหักค่าธรรมเนียม โดยอยู่ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐการลงทุนมีความเสี่ยง โปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน; ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

fetus1996
Author: fetus1996

Leave a Reply

Proudly powered by WordPress | Theme: Baskerville 2 by Anders Noren.

Up ↑

%d bloggers like this: