อัพเดตกองทุน TMBGQG

โควิดอยู่หรือไปจะคิดมากทำไม ถ้าเราเลือกกองทุนที่เหมาะสม

ข่าววัคซีนโควิดของ Pfizer รวมถึงวัคซีนจากอีกหลายบริษัทที่ทุ่มเงินวิจัยกันมาทั้งปี มีโอกาสจะได้รับอนุมัติให้ใช้งานเร็วๆ นี้ ซึ่งแม้ผลลัพธ์ยังไม่แน่ชัด แต่โลกการลงทุนเกิดการทำ Sector Rotation ครั้งใหญ่ ทิ้งหุ้นเทควิ่งหากลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักจากโควิด หนุนให้ราคาหุ้นโรงแรม โรงหนังวิ่งกันระเบิด

นักลงทุนหุ้นต่างประเทศสาย Hardcore คงมีหุ้นดีๆ ในใจให้เลือกเก็บแล้ว แต่สำหรับนักลงทุนมือใหม่หรือกลุ่มที่ไม่ค่อยมีเวลาติดตามหุ้นต่างประเทศย่อมเกิดคำถามในใจว่า “ภาวะผันผวนรุนแรง” ควรทำอะไรกับพอร์ทลงทุนดี ?

วันนี้เราเลยขอแนะนำกองทุน อึด ถึก ทน “TMBGQG” (TMBGQGRMF สำหรับเวอร์ชั่น RMF) ที่เลือกลงทุนในหุ้นใหญ่ของโลกและได้ประโยชน์จาก Megatrend ในอนาคต ซึ่ง TMBGQG ลงทุนในบริษัทที่จะอยู่ได้สบายๆ ในยุควิกฤต Covid

เล่าให้ง่ายๆ ก็คือ สินค้าหรือบริการจากหุ้นกลุ่มนี้เป็นสินค้าจำเป็นที่คนทั่วโลกยังไงก็ต้องใช้ ไม่ว่า Covid จะอยู่หรือไปมันก็เติบโต !

จุดเด่นของ TMBGQG

✅ ลงทุนในกองแม่ (Master Fund) ชื่อ Wellington Global Quality Growth Fund ที่มีการกระจายลงทุนไปทั่วโลก แต่ยังเน้นหุ้นกลุ่มเทคโลยีที่มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว

✅ กองทุนลงทุนในหุ้นที่เป็นผู้ชนะในแต่ละอุตสาหกรรม ครองสัดส่วนการตลาดสูง และเหลือโอกาสการเติบโตในอนาคตอีกมาก

✅ กระจายน้ำหนักการลงทุนในหุ้นจำนวนมาก เพื่อลดความเสี่ยง เหมาะสำหรับสายเน้นปลอดภัยแต่ยังได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม

หุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับเเรก (% ที่กองทุนถือเป็นค่าประมาณ) ข้อมูลของวันที่ 31 สิงหาคม 2563

1. Apple Inc. (์NASDAQ: APPL) ถือ 5%

ผู้ผลิต iPhone และเจ้าของระบบ IOS ที่แม้ผู้บริหารแห่งยุคอย่าง Steve Jobs ได้จากไปแล้ว แต่ทีมผู้บริหารรุ่นใหม่ก็ยังสามารถสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งต่อเนื่อง หนุนให้บริษัทมีมูลค่าถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ (เป็นบริษัทเดียวในโลกที่ทำได้)

แม้ยอดขาย iPhone, iPad, Mac จะตันๆ แต่ Apple กำลังได้เครื่องยนต์สร้างการเติบโตของรายได้ตัวใหม่ซึ่งก็คือธุรกิจ Service โดยเฉพาะการเก็บค่า Commission สำหรับทุกการใช้จ่ายใน Ecosystem ของบริษัท

2. Microsoft Corp. (NASDAQ: MSFT) ถือ 4%

บริษัทผลิตซอฟแวร์ Office 365 และระบบปฏิบัติการ Windows ซึ่งแม้มีโควิดระบาด แต่ก็ไม่ได้กระทบกับรายได้รวมของ Microsoft มากนัก ในด้านบวกโควิดช่วยให้ธุรกิจบริการ Cloud Computing “Azure” เติบโตเร็วขึ้นด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าเป็นธุรกิจแห่งทศวรรษที่หาไม่ได้จากหุ้นไทยเลย

3. Amazon.co Inc. (NASDAQ: AMZN) ถือ 4%

ผู้ให้บริการ E-commerce ยักษ์ใหญ่ในสหรัฐ ได้อานิสงค์จากยอดสั่งของออนไลน์ในช่วงเกิดโควิด และบริษัทยังเป็นเจ้าของบริการ Cloud Computing อย่าง “AWS” นอกจากนี้ Amazon ยังมีบริการ Streaming อย่าง Amazon Prime Video ที่แม้คนไทยจะไม่ค่อยรู้จัก แต่ในระดับโลกนั้นมันไม่ได้เป็นรอง Netflix เลย ถ้านับจำนวนผู้ใช้งาน !!

4. Alphabet Inc (NASDAQ: GOOG) ถือ 3%

เจ้าของ Search Engine รายใหญ่ที่สุดในโลก “Google” รวมถึงเว็บดูวิดีโอ “ํYouTube” ซึ่งบริษัทมีรายได้เกือบทั้งหมดมาจากค่าโฆษณาและให้บริการ Google Cloud Service ที่กำลังไล่แย่งส่วนแบ่งการตลาดจาก AWS (Amazon) และ Azure (Microsoft)

ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี คนก็ต้องใช้ Google และ YouTube อยู่เหมือนเดิม่ แค่รายได้จากโฆษณาอาจลดลงไปบ้าง

เกร็ดความรู้: Google อาจมีปัญหากับ Apple ในอนาคต เนื่องจาก Apple จะลดการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ไม่ยอมให้ Apps ต่างๆ สามารถเก็บข้อมูลได้เหมือนเดิม ส่งผลให้ Google จะยิงโฆษณาตรงกลุ่มเป้าหมายยากขึ้น (แต่มีข่าวแว่วมาว่า Apple มีแผนที่จะพัฒนา Search Engine ของตัวเอง มายิงโฆษณาแข่ง !!)

5. Facebook Inc (NASDAQ: FB) ถือ 2%

Social Media Platform ที่คนใช้กันมากสุดทั่วโลก มีรายได้ค่าโฆษณาหลักจากทั้งใน Facebook และ Instragramซึ่งกำลังจะสร้างระบบให้แพลตฟอร์มในเครือทุกอันสามารถเชื่อมต่อกันได้โดยตรง เช่น ประกาศขายของบน IG แต่ผู้ใช้งานจาก Facebook และ WhatsApp ก็เห็นด้วย เหตุผลสำคัญคือบริษัทหวังดันธุรกิจ Social Commerce ให้สำเร็จ

หุ้นที่ TMBGQG ถือมากสุดในอันดับถัดๆ มาก็จะมี Tencent, UnitedHealth Group, Alibaba, Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) เรียกได้ว่ามีแต่ตัวน่าจับตามองทั้งนั้นเลย

TMBGQG มีค่าธรรมเนียมการขายหน่วยลงทุน / สับเปลี่ยนหน่วยลงทุนเข้า = 1.5% และค่าใช้จ่ายของกองทุนทั้งหมด = 1.7% ต่อปี

เหมาะมากครับสำหรับคนที่หากองทุนที่กระจายความเสี่ยงไม่ลงทุนกระจุก แต่มีอนาคตเติบโตได้เรื่อยๆ

#เราไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆจากการเขียนบทความนี้#การลงทุนมีความเสี่ยง

ถ้าชอบบทความนี้ช่วยแชร์ให้เพื่อนคุณอ่านด้วย !! 😘😘😘

BottomLiner

Leave a Reply

Up ↑

%d bloggers like this: