ทำไมรถยนต์ไร้คนขับของ Tesla ยังเกิดอุบัติเหตุได้ ?


มารู้จักระดับของระบบไร้คนขับให้มากขึ้นได้ในโพสนี้
.
รู้หรือไม่ว่าระบบรถยนต์ไร้คนขับ นั้นถูกแบ่งออกเป็น 5 Level (เรียงตามลำดับความสามารถของรถยนต์ Level 5 คือรถขับได้ด้วยตัวเอง ตัดพวงมาลัยทิ้งไปเลย !) ซึ่งเทคโนโลยีสุดล้ำ Tesla Autopilot ก็ยังคงถูกจัดอยู่ใน Level 2 เท่านั้น

May be an image of text

มาดูความแตกต่างของระบบในแต่ละ Level กัน

Level 1 : Driver Assistance

จะเป็นรูปแบบการช่วยผู้ขับขี่ได้ในบางสถานการณ์ เช่น Cruise Control ที่จะช่วยควบคุมความเร็วของรถให้อยู่บนค่าที่ Set เอาไว้ แต่หากเราเหยียบเบรคระบบก็จะปรับกลับมาให้เราเป็นผู้ควบคุมรถได้เหมือนเดิม (ระบบนี้ใช้มาเป็น 10 ปีแล้ว)

หรืออีกระบบที่เรียกว่า Lane Keep Assistant ช่วยคุมบังคับให้รถกลับมาอยู่ในเลนโดยอัตโนมัติถ้ามีการเบี่ยงออกเกิน

Level นี้การควบคุมจะยังอยู่ที่คนเป็นหลัก เพียงเเต่มีระบบเพิ่มเติมเพื่อช่วยให้สามารถขับได้สบายขึ้น

Level 2 : Partial Driving Automation

ใน Level นี้จะมีการใช้งาน ADAS เพิ่มมา ทำให้สามารถใช้ทั้งสองระบบของ Level 1 (Cruise Control และ Lane Keep Assistant) ได้พร้อมกัน ช่วยควบคุมความเร็วและบังคับให้รถอยู่บนเลนเดิมได้อย่างอัตโนมัติ รวมถึงสามารถรักษาระยะระหว่างรถคันหน้าได้ด้วย

ระบบของ Tesla Autopilot, Volvo’s Pilot Assist และ Nissan ProPilot Assist อยู่ใน Level นี้

และตามข้อกำหนดผู้ขับขี่จำเป็นจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมควบคุมรถด้วย จะปล่อยให้เคลื่อนตัวเอง 100% ไม่ได้ !! 🚫

Level 3 : Condition Driving Automation

รถยนต์สามารถควบคุมพวงมาลัย คันเร่ง และเบรกได้เอง เป็นการทำงานระว่าง Radar, Sensor, กล้อง เพื่อป้องกันการเกิดอันตราย โดยจะมีชิปที่เป็นเหมือนสมองของรถยนต์คอยสั่งการระบบอยู่

Level 3 จะทำให้คนขับไม่จำเป็นต้องจับพวกมาลัยเลย และระบบสามารถแซงรถข้างหน้าที่วิ่งช้ากว่าได้ แต่เบรกฉุกเฉินคนขับต้องทำเอง

ผู้ผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่ยังคงจำกัดให้ใช้ Function นี้ในทางหลวงเท่านั้นและต้องใช้ความเร็วไม่มาก

Level 4 : High Driving Automation

เรียกได้ว่าเป็นการขับเคลื่อนด้วยตัวเองแบบ Fully Autonomous แล้ว แต่ส่วนใหญ่จะต้องอยู่ในเขตเมืองที่มีการทำแผนที่แบบ HD แล้วเท่านั้น และใน Level นี้ระบบรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉินตัดสินใจเบรกกะทันหันเองได้

โดยปัจจุบันข้อจำกัดยังอยู่ในเรื่องที่จะขับได้ในสถานที่ที่ออกแบบโดยเฉพาะเท่านั้น ตัวอย่างเช่น Google Waymo Project ซึ่งกำลังพัฒนาและทดสอบ Level นี้อยู่

Level 5 : Full Driving Automation

ที่สุดของระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ เพราะมันสามารถเคลื่อนที่ไปที่ไหนก็ได้โดยไม่ต้องมีทั้งพวงมาลัย, คันเร่ง, เบรก สามารถขับเคลื่อนได้ทุกสภาพแวดล้อม รถรู้จักป้ายจราจร และเรียนรู้เส้นทางเองเพิ่มเติมได้ด้วย

จากอุบัติเหตุ Tesla ตามข่าวนี้ (https://web.facebook.com/…/a.14030735…/4461012423913857/)

Tesla อาจต้องหันกลับมาพัฒนาเทคโนโลยี Radar, Sensor, Chip, กล้อง เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเป็นโอกาสของกลุ่มชิพในรถยนต์ที่ทำระบบเรื่องนี้อยู่แล้ว เช่น On Semiconductor, Infineon Technologies, NXP Semiconductors หรือกลุ่ม Lidar ที่เราเคยเขียนโพสไปแล้ว (จับเทรนด์ลงทุนรถยนต์อัจฉริยะกับธุรกิจ LiDAR Sensor: https://web.facebook.com/…/a.14030735…/4443585788989854/)

ทุกวิกฤตมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ 😉

BottomLiner

โพสดีขนาดนี้ไม่ share ให้เพื่อนอ่านไม่ได้แล้วววววววว

One thought on “ทำไมรถยนต์ไร้คนขับของ Tesla ยังเกิดอุบัติเหตุได้ ?

Add yours

Leave a Reply

Up ↑

%d bloggers like this: