การเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและถาวรของเศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยีหลังการแพร่ระบาด Coronavirus ตอนที่ 1

ตอนที่ 1: ความแตกต่างทางเศรษฐกิจของ 3 มหาอำนาจ (สหรัฐ, สหภาพยุโรป, ญี่ปุ่น) หลังผ่านวิกฤต Subprime ปี 2008

12 ปีที่ผ่านมา (2008 – ปัจจุบัน) ดอกเบี้ยของทั้งสหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น อยู่ในระดับต่ำมาก และธนาคารกลางใช้นโยบาย QE พิมพ์เงินเข้าระบบเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

ผลที่ตามมาคือราคาสินทรัพย์ อย่างหุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์ปรับตัวขึ้นมาก แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างที่แท้จริงไม่เคยถูกแก้ไข แม้สถานการณ์ของทั้ง 3 มหาอำนาจมุ่งไปในทางเดียวกัน แต่การฟื้นตัวของแต่ละกลุ่มประเทศหลังวิกฤต Subprime มีความแตกต่างกัน

ประเทศผู้นำอันดับ 1 สหรัฐ มีเศรษฐกิจอยู่ในช่วงที่ดีที่สุดในรอบมากกว่า 20 ปี (ก่อนเกิดโควิดระบาด) อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำ ภาคอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัวต่อเนื่อง และบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำไล่ตั้งแต่ Microsoft, Amazon, Facebook หรือ Alphabet (บริษัทแม่ของ Google) สามารถเข้าไป Disrupt อุตสาหกรรมเก่า สร้างรายได้มหาศาลจากทั่วโลก

แต่บริษัทเทคเหล่านี้มักลงทุนและจ้างงานส่วนใหญ่ในสหรัฐเท่านั้น มันจึงเป็นการดึงเม็ดเงินจากทั่วโลกมาจ่ายค่าจ้างพนักงานราคาแพงให้ทำงานในประเทศ ส่งผ่านเป็นปัจจัยบวกให้อุตสาหกรรมอื่นในสหรัฐเนื่องจากประชาชนมีกำลังซื้อสูงขึ้น

สะท้อนไปที่ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐ ทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง แต่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่มักตกอยู่กับกลุ่มนายทุน เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน (Wealth Gap) ขนาดใหญ่

ตลาดหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่แม้ประเทศกำลังเจอวิกฤตโควิด

ในทางตรงข้ามสหภาพยุโรปกลับเจอปัญหาความแตกต่างระหว่างประเทศสมาชิกบ่อนทำลายความสัมพันธ์โดยเฉพาะช่วงการฟื้นฟูจากวิกฤต Subprime เนื่องจากประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแรงอย่างเยอรมนีต้องคอยช่วยเหลือประเทศที่มีปัญหา เช่น อิตาลีและกรีซ ผู้ซึ่งไม่เคยแก้ไขโครงสร้างภายในอย่างจริงจัง และเมื่อเจอทางตันก็จะเรียกร้องจากประเทศอื่นในกลุ่ม

จนเกิดเหตุการณ์ Brexit เมื่อปี 2016 ที่คนอังกฤษมองว่าการอยู่ในกลุ่มสหภาพยุโรปต่อไป มีแต่จะเป็นภาระค่าใช้จ่าย สอดคล้องกับแนวโน้มพรรคการเมืองในหลายประเทศที่เริ่มเสนอนโยบายขอแยกตัวจากสหภาพยุโรป (ปัจจุบันพรรคการเมืองที่มีนโยบายแบบนี้ได้รับเสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ)

ขณะเดียวกันบริษัทเทคโนโลยีจากภูมิภาคยุโรปก็ไม่สามารถแข่งขันกับบริษัทสหรัฐ และจีนได้ ยิ่งจะเป็นตัวรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจและสถานะของกลุ่มในอนาคต

ทางด้านญี่ปุ่นอยู่ในสถานะที่แย่ที่สุดใน 3 มหาอำนาจ ปัญหาเชิงโครงสร้างถูกสะสมต่อเนื่องหลายปี จำนวนแรงงานลดลงและอายุเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้น หนี้สินรัฐบาลอยู่ระดับสูง รวมถึงการยึดติดระบบอาวุโสส่งผลให้อำนาจการบริหารอยู่ในมือของผู้สูงอายุที่ปรับไม่ทันกระแสเทคโนโลยี

หนี้สินต่อ GDP ของประเทศญุี่ปุ่นอยู่ที่ 236% สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลก (ไม่รวมประเทศที่เศรษฐกิจล่มสลายไปแล้ว)

เมื่อการเปลี่ยนเชิงโครงสร้างเป็นสิ่งที่ยาก ญี่ปุ่นจึงเลือกทางที่ง่ายกว่า นั่นคือให้ธนาคารกลางพิมพ์เงินเข้าซื้อสินทรัพย์หลายชนิดที่แม้จะเลยไปถึงการซื้อหุ้นและ REITs แต่อัตราการขยายตัวของ GDP ไม่ได้มีแนวโน้มชัดเจนและยังเจอภาวะหดตัวเล่นงานหลายครั้ง

สรุปแล้วคือช่วงเวลา 12 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่หลังวิกฤต Subprime ทั้ง 3 มหาอำนาจไม่เคยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเลย และปัญหาดังกล่าวถูกสะสมเพิ่มขึ้นมากบ่อนทำลายความสามารถการแข่งขันยิ่งกว่าเดิม

เทียบกับผู้อื่น ประเทศสหรัฐ ดูเหมือนอยู่ในสถานะที่ดีมาก แต่มีสิ่งที่เข้ามาเปลี่ยนไปจากเดิมคือ สหรัฐกำลังสูญเสียความสามารถในการกำหนดความเป็นไปของโลกในฐานะผู้นำอันดับ 1 เนื่องจากการก้าวขึ้นมาของจีน ประเทศที่สะสมความสามารถในการแข่งขันได้ต่อเนื่อง และกำลังเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งมหาอำนาจใหม่

เรื่องนี้จึงส่งผลให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังการเข้ามาเป็นประธานาธิบดีของ Donald Trump ซึ่งกลุ่มฐานเสียงของเขามองว่าจีนคือผู้เอาเปรียบมาโดยตลอด

รอติดตามตอนที่ 2: การเมืองโลกเมื่อตำแหน่งผู้นำถูกมอบให้ 2 ประเทศ

แอดมินแนท

BottomLiner

Leave a Reply

Up ↑

%d bloggers like this: