[มือใหม่] ทำไมดอกเบี้ยขึ้นแล้วตราสารหนี้ราคาร่วง ? มารู้จัก Bond Duration !

May be an image of text that says "ไมดอก เบี้ยขึ้นล้ ขึ้น แล้ว ตราสารหนี้ราคาร่วง มารู้จัก Bond Duration! B BOTTOMLINER Interest Rate Increasing Duration Bond Price BONDS"

กฎข้อสำคัญที่สุดในการลงทุนตราสารหนี้คือ เราจะต้องคิดได้ว่า หุ้นกู้ที่จะลงทุน จะไม่ผิดนัดชำระหนี้ (Default Risk)

แต่ยังมีความเสี่ยงที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญและจะมีผลอย่างมากในการลงทุนตราสารหนี้ผ่านกองทุน คือความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาเมื่ออัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลง หรือ Interest rate risk ซึ่งจริงๆแล้วลงทุนหุ้นกู้รายตัว ก็มีเรื่องนี้เหมือนกัน เพียงแต่เราไม่ได้ marked-to-market เหมือนกองทุนเค้าทำ เราจึงไม่รู้ว่าจริงๆเราขาดทุนอยู่นะ

“ราคาตราสารหนี้จะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกับการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย”

หากดอกเบี้ยขึ้น 1% เราอาจจะขาดทุน 10% ก็ได้ ตัวคูณตรงนี้เอง เรียกง่ายๆว่า Duration หรือที่ภาษาคนเรียกว่าความเสี่ยงของหุ้นกู้

Duration นั้นคือตัววัดความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยของตราสารหนี้ (Interest rate risk) นั้นเอง โดยหากอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนไป 1% ราคาของตราสารหนี้จะเปลี่ยนในทิศทางตรงข้ามโดยประมาณเท่ากับค่า Duration ของตราสารหนี้นั้นๆ

ทำไมน่ะหรือ? เพื่อให้เห็นภาพ สมมุติว่าเราถือหุ้นกู้ตัวหนึ่ง อายุคงเหลือ 2 ปีโดยให้ดอกเบี้ยหน้าตั๋ว(Coupon)ที่ 3% และอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2% ทำให้หุ้นกู้ตัวนี้มีส่วนต่างของผลตอบแทนอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 1%

แต่หากอัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับเพิ่มขึ้นจาก 2% เป็น 3% และมีหุ้นกู้ลักษณะเดียวกันกับของเรากำลังจะออกมาใหม่อายุ 2 ปีเช่นกัน เขาคงต้องปรับดอกเบี้ยหน้าตั๋วเพิ่มขึ้นมากกว่า 3% เพื่อให้ผลตอบแทนดึงดูดนักลงทุนเช่นเพิ่มเป็น 4%

สูงกว่า ของเดิมที่เราถืออยู่ที่ 3% .. แล้วเราจะทำอย่างไรดี? คำตอบคือทำใจครับ

เพราะหากเราต้องการที่จะขายหุ้นกู้เราก่อนครบกำหนดเราจะต้องลดราคาหุ้นกู้ของเราลงมาเพื่อให้ดูน่าจูงใจที่จะซื้อ

ดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (coupon) เป็นสิ่งที่ไม่เปลี่ยน
ราคาตราสารหนี้ 100 บาท เขียน coupon 5 บาท ราคาตราสารหนี้จะขึ้นไป 200 บาท หรือลงมา 50 บาท ก็ยังจ่าย 5 บาท เหมือนเดิม สิ่งที่เปลี่ยนคือ อัตราผลตอบแทน หรือ yield

ที่ 200 บาท ได้ coupon 5 บาท ก็คือคิดเป็นอัตราผลตอบแทน 2.5% เราเรียกสิ่งนี้ว่า current yield
ที่ 50 บาท ได้ coupon 5 บาท current yield 10%

หากคิดง่ายๆ เพื่อให้ดูน่าสนใจ อย่างน้อยราคาต้องชนกัน คือ ได้ yield 4% เหมือนกัน หุ้นกู้ A จะราคาเหลือเพียง 75 บาท (coupon 3, 3/75 = 4%)

คนเราซื้อบน yield ไม่ใช่ coupon ดังนั้น หุ้นกู้เดิมที่ให้อัตราผลตอบแทนน้อยกว่า หุ้นกู้ใหม่ที่จะออกมา คนก็ไม่ซื้อ เป็นเหตุให้ หุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนน้อยกว่าเหล่านั้น ต้องลดราคาลง เพื่อให้ current yield ไปแข่ง ผู้ถือตราสารเดิม จึงขาดทุน

ยกตัวอย่าง ของเดิมเราได้ 3% ของใหม่ออกมา 4%
คิดง่ายๆ หุ้นกู้ A par 100 coupon 3
ของใหม่ หุ้นกู้ B par 100 coupon 4

แต่ในชีวิตจริงมันซับซ้อนกว่านั้น และเราก็ไม่รู้ว่าดอกเบี้ยจะขึ้นกี่ % นี่นา

สิ่งที่จะใช้ตอบคำถามนี้ได้คือการดู ความสัมพันธ์ของราคา bond และ interest rate หรือที่เรียกว่า convexity และการดูว่า ราคา bond จะเปลี่ยนไปแค่ไหน หากดอกเบี้ยขึ้นหรือลง ที่เรียกว่า Duration

คราวนี้มา academic กันหน่อย เพราะโลกการเงินนั้นจริงๆแล้วคือโลกคณิตศาสตร์ สิ่งที่คุณจะได้เรียนตามตำรา และในรั้วมหาลัยคือ

“Duration” ก็คืออายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ที่ถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าปัจจุบันของกระแสดอกเบี้ยรับที่จะได้ในอนาคต โดยตราสารหนี้ที่อายุคงเหลือนานๆ ก็จะมี Duration สูงตราสารหนี้ที่อายุคงเหลือน้อยๆ ก็จะมี Duration ต่ำซึ่งค่า Duration จะใช้บ่งบอกถึงผลกระทบหรืออัตราการเปลี่ยนแปลงราคาตราสารหนี้เมื่ออัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนไปหนึ่งหน่วยยกตัวอย่างเช่น หุ้นกู้ A อายุคงเหลือ 10 ปี Duration 7.8 ปี และหุ้นกู้ B อายุคงเหลือ 5 ปี Duration 4.2 ปี หากดอกเบี้ยขึ้น 1% หุ้นกู้ A จะมีราคาลดลงประมาณ 7.8% ส่วนหุ้นกู้ B จะมีราคาลดลงประมาณ 4.2% นั่นเอง

ใครอ่านแล้วงง ก็ช่างมัน ในชีวิตจริงเราคือการประมาณ เราจำกันแค่ duration 10 ดอกขึ้น 1% ขาดทุน 10% ดอกลง 1% กำไร 10% (ยังไม่รวมเรื่องอื่นๆ)

BottomLiner

Leave a Reply

Proudly powered by WordPress | Theme: Baskerville 2 by Anders Noren.

Up ↑

%d bloggers like this: