ย้อนดูอดีตวิกฤต South Sea Bubble เทียบความปั่นป่วนใน Cryptocurrency ตอนนี้

“I could calculate the motions of heavenly bodies, but not the madness of the people.” – Issac Newton เมื่อความโลภของมนุษย์ที่แม้แต่ เซอร์ ไอแซค นิวตัน ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้

หากพูดถึงนิวตัน หลายๆคนคงจะนึกถึงตอนสมัยเรียนว่าเขาคนนี้แหละคือคนที่นั่งอยู่ใต้ต้นแอปเปิ้ลแล้วสังเกตเห็นการหล่นลงของลูกแอปเปิ้ล ทำให้เกิดเป็นกฏแรงโน้มถ่วงที่เราต้องมาเรียนกันในมัธยม

แต่รู้ไหม ว่าเขาคนนี้ก็ดังในวงการการลงทุนไม่น้อยเลยนะ ถึงขนาดว่ามีคำคมอมตะของเขาที่ฟังแล้วมันช่างโดนใจเสียจริง

“I could calculate the motions of heavenly bodies, but not the madness of the people.”

“ต่อให้เป็นการเคลื่อนที่ของดวงดาวก็เถอะ ผมสามารถคำนวณได้, แต่ผมคำนวณความบ้าคลั่งของมนุษย์ไม่ได้” (ผู้เขียนแปลให้เกิดอรรถรสในการอ่านมากขึ้น พูดง่ายๆว่าใส่ไข่ไปนิดนึง)

เอาล่ะ แค่จั่วหัวมาขนาดนี้ สงสัยกันหรือยังครับว่าคนเก่งระดับโลกคนนี้ที่เป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ จะสร้างตำนานด้านการลงทุนได้ยังไง ลองย้อนดูกราฟในรูปอีกที

“อ.ห.” (อยากจะแปลตัวย่อแบบไหนตามสบายเลยนะครับ) นี่มันทรัพย์สินอะไรกันเนี่ย ภายในปีเดียวราคาวิ่งไปอย่างโหด (10 เด้ง)

May be an image of 1 person and text that says "LLCH 1000 ย้อนดูวิกฤต South Sea Bubble เทียบความปั่นป่วนกับ Cryptocurrency ในตอนนี้ South Sea Stock December 1718- -December 1721 900 800 700 Newton re-enters with lot 600 500 Newton's friends get rich 400 Newton exits happy 300 Newton invests 200 bit Newton exits broke 100 12/31/1718 05/16/1719 FOMO? FUD? 09/26/1719 02/20/1720 07/02/1720 11/26/1720 BOTTOMLINER 06/03/1721"

นี่คือกราฟราคาหุ้นของบริษัท South Sea อันโด่งดังในช่วงประมาณ ค.ศ.1720 โดยในบทความนี้เราจะมาพูดถึงวิกฤต South Sea Bubble กันครับ

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักบริษัทนี้กันสักหน่อย

South Sea Company (ภายหลังจะขอย่อว่า SSC) ถูกก่อตั้งมาเพื่อซื้อหนี้จากรัฐบาลอังกฤษ (ให้รัฐบาลกู้) โดยมีข้อแลกเปลี่ยนในการคิดอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่าเจ้าอื่นๆ แลกกับการที่บริษัทจะได้สิทธิ์จากการค้าขายแถบทะเลใต้จากรัฐบาล

ทำไป ทำมา ดูเหมือนว่าธุรกิจของ SSC จะรุ่งเรืองมากจึงมีการเพิ่มการซื้อหนี้จากรัฐบาลอังกฤษอีกสองถึงสามครั้ง จนสุดท้ายแล้วแทบจะกลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของรัฐบาลไปแล้ว

ว่าแต่บริษัทเอาเงินมาจากไหนเยอะแยะ ถึงขนาดเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ได้ล่ะ???

ลองคิดในใจดูครับว่าถ้าอยู่ๆมีบริษัทนึง เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของรัฐบาลมหาอำนาจเลยนะ รายได้ค่อนข้างแน่นอนเลยแหละ มาบอกจะเพิ่มทุนขายหุ้นออกใหม่ เหล่านักลงทุนรายย่อยจะเอาไม่เอาล่ะ มากไปกว่านั้นยังมีโปรโมชั่นไม่มีเงินไม่เป็นไร กู้บริษัทได้นะ “มาเถอะเราอยากให้คุณลงทุนและเติบโตไปกับเรา”

SSC จึงระดมทุนได้มหาศาลเพื่อไปซื้อหนี้ของรัฐบาลอังกฤษ

ช่วงปีนั้นตลาดหุ้นก็ร้อนแรง มีบริษัทแปลกใหม่เกิดขึ้นมาเต็มไปหมด เรียกได้ว่าต่อให้แผนธุรกิจจะดูเว่อวังอลังการ (ราวกับการโม้ของหนัง Mission Impossible ผสมกับจักรวาล The Fast ขนาดไหน) คนก็พร้อมจะซื้อหุ้นบริษัทเหล่านั้นอยู่ดี (เอ๊ะทำไมมันคุ้น เหมือนกับช่วงเร็วๆ นี้เลยเนอะ IPO อะไรมาก็วิ่งกันหมด) เช่นเดียวกับความโลภของคนที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ในยุคนั้นราคาหุ้น SSC ก็เลยวิ่งไปก่อนไม่รอแล้วนะ ถึงใครจะบอกให้หยุด ก็ไม่หยุดทั้งนั้น !! และน่าจะมีการด่าคนที่มาเตือนด้วยว่าตกยุค !!

อ่านมาตั้งนาน เกี่ยวอะไรกับนิวตันล่ะ?

ในขาขึ้นช่วงแรก เขาได้กำไรมาหลายเด้งจากหุ้น SSC
และความโลภของเขาก็ชักชวนให้กลับไปลงทุนในหุ้นตัวนี้ด้วยเม็ดเงินที่มากขึ้น ซึ่งไม่นานก็ถึงช่วงฟองสบู่แตก

หลายๆคนที่ได้ดูกราฟแล้วก็คงคิดว่า “เจ๊งสิครับ จะไปเหลืออะไร”

ใช่ครับ หุ้นที่ใครต่อใครก็คิดว่ามันจะยิ่งใหญ่ไปดาวอังคาร (10เด้งไม่พอมันไปได้อีกไกล) ก็ถูกเทขายหนีตายเอาตัวรอดกัน ผสมกับยิ่งมีคนกู้มาซื้อหุ้นด้วย ก็ยิ่งโดนบังคับขายกันหนักเข้าไปอีก (Force sell จะทำราคาพังหนัก)

จุดจบของฟองสบู่ SSC จนทำให้รัฐบาลอังกฤษสั่งห้ามไม่ให้มีการซื้อขายหุ้นทุกบริษัทไม่ว่าจะเป็นบริษัทดีแค่ไหนก็ตาม เพื่อหยุดความเสี่ยงไว้ก่อน

เรื่องนี้สอนอะไรเราได้บ้าง?

ภาวะสินทรัพย์ใดๆก็ตามที่ปรับราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วโดยปราศจากปัจจัยพื้นฐานรองรับ ภาวะนั้น คือ ภาวะฟองสบู่ ไม่ว่าจะเป็น หุ้น,ทอง,กองทุน,คริปโต หรือแม้กระทั่งดอกทิวลิป ก็เกิดฟองสบู่ได้ทั้งนั้น แม้แต่คนชื่อดังระดับโลกที่คิดค้นหลักทางวิทยาศาสตร์มากมายก็ยังพ่ายให้การปั่นราคาจนเกินมูลค่า (การที่คนดังเข้าลงทุนในทรัพย์สินฟองสบู่ ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่แตก ในอดีตก็เคยบอก)

มีคนรวยจากหุ้นนี้เยอะ และมีคนหมดตัวจกหุ้นนี้เยอะเช่นกัน

เรื่อง SSC นี้ผ่านมาประมาณ 300 ปี แล้วครับ ถ้าเราเรียนรู้จากประวัติศาสตร์บ้างไม่มากก็น้อย เราก็จะเป็นผู้ชมที่นั่งหยิบป๊อปคอร์นมาดูการปั่น การทำราคา จนไปถึงใจเย็นรอดูวันแตกของฟองสบู่ลูกใหม่ๆต่อไป โดยไม่เสียเงินสักแดง (นอกจากค่าป๊อปคอร์น)

หรือจะเหนือกว่านั้นด้วยการศึกษาฟองสบู่จนเข้าใจอย่างถ่องแท้และเกาะกระแสขาขึ้นไปด้วย พร้อม short ขาลง คุณก็จะทำกำไรได้มหาศาล แต่แน่นอนคุณต้องอยู่ข้างที่ถูกต้องเท่านั้น !

เฉกเช่นหุ้นไทยตัว D ตัวนึง(ผมก็จำชื่อหุ้นไม่ได้ซะด้วยสิ ขออภัยครับ

Leave a Reply

Proudly powered by WordPress | Theme: Baskerville 2 by Anders Noren.

Up ↑

%d bloggers like this: