SPAC นี่คืออะไร? หนึ่งในเครื่องมือทางการเงินที่บริษัทรุ่นใหม่นิยม

ตลาดหุ้นร้อนแรง พา SPAC ติดลมบน หนึ่งในเครื่องมือทางการเงินที่บริษัทรุ่นใหม่นิยม

ในปี 2020 SPAC ทั้งหมดมีการระดมเงินจากนักลงทุนไปมากกว่า 2.4 ล้านล้านบาท สำหรับการไล่ซื้อบริษัทที่มีอนาคตเติบโตได้ไกล

May be an image of text


แล้ว SPAC นี่คืออะไร?

SPAC ย่อมาจาก Special Purpose Acquisition Corporation แปลว่าบริษัทที่ตั้งขึ้นเพื่อจุดประสงค์ในการควบรวมกิจการโดยเฉพาะ ซึ่งตัว SPAC จะระดมเงินทุนจากนักลงทุนด้วยกระบวนการยื่น Initial Public Offering (IPO) ขั้นตอนนี้บริษัทจะระบุสาระสำคัญในเอกสาร S-1 ในการจดทะเบียนกับทางตลาดหลักทรัพย์อย่าง NASDAQ หรือ NYSE ว่าจัดตั้งขึ้นเพื่อควบรวมกิจการกับบริษัทนอกตลาดทุนเท่านั้น

โดยเงินที่ระดมทุนเข้าไปจะไปกองรวมอยู่ในบัญชี Trust ซึ่งตอนนี้นักลงทุนจะยังไม่รู้เลยว่าบริษัท SPAC จะเอาเงินไปซื้อกิจการอะไร ทำให้ถูก Wall Street ขนานนามว่า Blank Check Company หรือ ตีเชคเปล่าไปให้บริษัท โดยแค่หวังว่าบริษัทจะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้เรากลับมา (นักลงทุนจะดูจากจากชื่อเสียงของผู้ก่อตั้ง SPAC เป็นหลัก)

SPAC ไม่ใช่อะไรใหม่ แต่หลังๆเป็นกระแสเพราะว่า มีหลายบริษัทนอกตลาดที่มีความน่าสนใจ ถูกควบรวมโดย SPAC มากขึ้น เช่น QuantumScape ผู้พัฒนา Solid-state batteries, Luminar ผู้พัฒนา LiDAR เทคโนโลยี หรือแม้กระทั่ง Nikola ผู้พัฒนารถเชื้อเพลิงไฮโดรเจน แต่มีโอกาสสูงที่จะเป็นการหลอกลวงครั้งใหญ่อีกครั้งใน Wall Street ก็เข้าตลาดจากรวมกับ SPAC เช่นกัน

ข้อได้เปรียบของ SPAC

  1. ความรวดเร็วในการเข้าตลาด ระยะเวลาจะเหลือ 3-4 เดือน จากปกติ IPO จะต้องใช้เวลา 1-3 ปีขึ้นไป
  2. ความมั่นใจกับเจ้าของว่าจะได้ข้อเสนอที่ดีและรับได้ มากกว่าที่จะต้องไปลุ้นการ IPO และสถานการณ์ตลาดหุ้นในช่วงนั้นๆว่าจะได้เงินเข้าบริษัทมากหรือน้อย
  3. ได้ Partner ที่มีทีมงานมากประสบการณ์จาก SPAC มาเป็นตัวช่วย ภายหลังจากเข้าตลาดเรียบร้อยแล้ว บริษัทนอกตลาดจะได้ Partner ที่ช่วยส่งเสริมการขยายธุรกิจในอนาคต

    ข้อเสียและความเสี่ยงของ SPAC
  4. SPAC ต้องควบรวมกับบริษัทที่ใหญ่สมน้ำสมเนื้อกับเงินส่วนกลางของ SPAC คือต้องมี Fair value มากกว่า 80% ของบัญชี Trust ของ SPAC เช่น ถ้าหากเงินในอยู่ในบัญชี Trust ส่วนกลางมีขนาด 1,000 ล้านเหรียญ บริษัทนอกตลาดที่ SPAC จะไปควบรวมด้วยต้องมีขนาด 800 ล้านเหรียญ ขึ้นไปเท่านั้น

    ผู้จัดตั้งกอง SPAC จะพยายามแบ่งย่อย SPAC ออกเป็นหลายๆ SPAC เช่น Chamath Palihapitiya เจ้าพ่อ SPAC ที่บริษัท SPAC ของเค้า มีตั้งแต่ IPOA (Virgin Galactic NYSE:SPCE), IPOB (Opendoor Technologies NASDAQ:OPEN, IPOC (Clover Health NASDAQ:CLOV) และตั้ง IPOD, IPOE และ IPOF รอไว้แล้ว
  5. กลุ่มเจ้าของบริษัทเดิมต้องสูญเสียความเป็นเจ้าของบริษัทไปประมาณ 20% เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการรวมกับ SPAC

    ผู้ก่อตั้ง SPAC จะได้ผลตอบแทนเป็น 20% ของจำนวนหุ้นที่จะเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ หุ้นส่วนนี้เรียกว่า Founder’s Shares ซึ่งถ้าคำนวณออกมาเงินตรงนี้ไม่ได้มากมายเพราะผู้ก่อตั้ง SPAC ไม่ได้ทั้งเงินเดือนและคอมมิชชั่นการขายต่างๆ เลยเทียบได้กับการทำงานแลกหุ้นซะมากกว่า

    ตัวผู้จัดตั้ง SPAC ก็ต้องมั่นใจในอนาคตบริษัทอย่างสูงด้วยเพราะได้แต่หุ้นเป็นค่าตอบแทน แถม Founder’s Share นี้ยังมี lock up period เผื่อป้องกันไม่ให้ผู้ก่อตั้ง SPAC ขายหุ้นเอาเงินออกมาเร็วเกินไป (หรือการหลอกกินรายย่อยทางอ้อม !!)
  6. ในช่วง SPAC Boom แบบนี้ มี SPAC เกิดใหม่เยอะ ทำให้หาเป้าหมายควบรวมกับบริษัทดาวรุ่งที่มีคุณภาพยากมากขึ้นเรื่อยๆ

    ขอเตือนนักลงทุนมือใหม่นะครับ การลงทุนใน SPAC มีความเสี่ยงมาก แต่ก็มีโอกาสจะให้ผลตอบแทนที่ดีมากเช่นกัน ดังนั้นเราต้องวิเคราะห์ให้รอบคอบหรือมีวิธีจำกัดความเสี่ยงที่เหมาะสมครับ

    BottomLiner

    หากเห็นว่าบทความนี้เป็นประโยชน์ช่วยกดไลค์กดแชร์เป็นกำลังใจให้กับเพจด้วยนะครับ 🙂

Leave a Reply

Up ↑

%d bloggers like this: